1. การเสริมแรง
(Reinforcement) หมายถึงอะไร
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานเทคโนโลยีการศึกษาได้อย่างไร
- ตอบ - การเสริมแรง หมายถึง
การทำให้ผู้ทำพฤติกรรมเกิดความพึงพอใจ เมื่อทำพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งแล้ว
เพื่อให้ทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ อีก เช่น เมื่อนักเรียนตอบคำถามถูกต้อง ครูให้รางวัล
(นักเรียนพอใจ) นักเรียนจะตอบคำถามอีกหากครูถามคำถามครั้งต่อ ๆ ไป
การทำให้ผู้ทำพฤติกรรมเกิดความพึงพอใจทำได้โดยให้ตัวเสริมแรง (Reinforcer)
เมื่อทำพฤติกรรมแล้ว ตัวเสริมแรงมี 2 ประเภท
คือ ตัวเสริมแรงบวก หมายถึงสิ่งเร้า เหตุการณ์ คำพูด ฯลฯ
ที่ผู้ทำพฤติกรรมพอใจที่จะได้รับกับ ตัวเสริมแรงลบ หมายถึงสิ่งเร้า เหตุการณ์
คำพูด ฯลฯ ที่เมื่อนำออกไปแล้วผู้ทำพฤติกรรมเกิดความพอใจ การเสริมแรงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การเสริมแรงบวก คือ การให้ตัวเสริมแรงบวก
เมื่อทำพฤติกรรมที่กำหนด (ต้องการ) แล้ว เช่น ทำงานเสร็จแล้วได้รับค่าจ้าง
ทำงานเป็นพฤติกรรมที่กำหนด เงินค่าจ้างเป็นตัวเสริมแรงบวก
2. การเสริแรงลบ คือ การให้ตัวเสริมแรงลบ เมื่อทำพฤติกรรมที่กำหนด (ต้องการ) แล้ว เช่น เมื่ออยู่ในห้องที่อบอ้าวเราจะเปิดหน้าต่าง เปิดหน้าต่างเป็นพฤติกรรมที่กำหนด หายอบอ้าวเป็นตัวเสริมแรงลบ หรือนักเรียนที่ตอบคำถามครูถูกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำรายงานมาส่ง เป็นต้น
การเสริมแรงทำได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1.
เสริมแรงต่อเนื่อง คือเสริมแรงทุกครั้งที่ทำพฤติกรรมถูกต้อง
เหมาะสมกับการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่2. การเสริแรงลบ คือ การให้ตัวเสริมแรงลบ เมื่อทำพฤติกรรมที่กำหนด (ต้องการ) แล้ว เช่น เมื่ออยู่ในห้องที่อบอ้าวเราจะเปิดหน้าต่าง เปิดหน้าต่างเป็นพฤติกรรมที่กำหนด หายอบอ้าวเป็นตัวเสริมแรงลบ หรือนักเรียนที่ตอบคำถามครูถูกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำรายงานมาส่ง เป็นต้น
การเสริมแรงทำได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
2. เสริมแรงเป็นบางครั้ง เหมาะสำหรับการรักษาพฤติกรรมที่เรียนรู้แล้วไว้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการเสริมทุกครั้ง แบ่งเป็น
2.1 เสริมแรงทุกช่วงเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน
เช่น ทำงานครบ1 เดือน ได้รับ เงินเดือน 1 ครั้ง
2.2 เสริมแรงตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ทำงานเสร็จ ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไร ก็จะได้รับเงินค่าจ้าง
2.3 เสริมแรงตามสัดส่วนที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น ตอบ คำถามถูก 3 ครั้ง ได้ คะแนน 10 คะแนน
2.4 เสริมแรงตามสัดส่วนที่เปลี่ยนแปรไป เช่น การได้รับเลื่อนขั้นเงินเดือน 2 ขั้น กำหนดไม่ได้ว่าต้องทำงานให้สำเร็จกี่ครั้งจึงจะได้เงินเดือน 2 ขั้นครั้งหนึ่ง
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้
เช่น การถาม-ตอบคำถาม2.2 เสริมแรงตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ทำงานเสร็จ ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไร ก็จะได้รับเงินค่าจ้าง
2.3 เสริมแรงตามสัดส่วนที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น ตอบ คำถามถูก 3 ครั้ง ได้ คะแนน 10 คะแนน
2.4 เสริมแรงตามสัดส่วนที่เปลี่ยนแปรไป เช่น การได้รับเลื่อนขั้นเงินเดือน 2 ขั้น กำหนดไม่ได้ว่าต้องทำงานให้สำเร็จกี่ครั้งจึงจะได้เงินเดือน 2 ขั้นครั้งหนึ่ง
2.
ทฤษฎีทางจิตวิทยาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีการศึกษาได้อย่างไร
- ตอบ – เทคโนโลยีการศึกษา คือ
การนำเอาเทคนิค วิธีการและวัสดุอุปกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ การพัฒนา
การนำไปใช้ การจัดการและการประเมินการเรียนการสอน
เพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การผลิตสื่อ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน, เว็บการสอน, E – Learning
การจัดรูปแบบการเรียนการสอน การสร้างเทคนิคการสอน เป็นต้น
และทฤษฎีทางจิตวิทยาได้เอามาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษาคือ
1. การผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะใช้ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม (Behavioral
Learning Theory)
2. การผลิตสื่อเว็บการสอนจะใช้ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitive
Learning Theory)
ใช้ในการการออกแบบและพัฒนาบทเรียนโดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบ ของ Jero
Brooner เพื่อให้ผู้เรียนจะต้อง ศึกษาและค้นคว้าด้วยตนเอง
จะต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน ผู้เรียนร่วม ผู้สนใจ และบุคคลอื่นๆ
ในระบบได้ทั่วโลก
3.
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนจะใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม
มาใช้ในการจัดรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ทฤษฎีของ เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม มาใช้โดยการให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมกลุ่ม
ได้เรียนรู้กับเพื่อนๆในกลุ่ม เป็นการเรียนแบบร่วมมือเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน
สามารถสรุปใจความสำคัญของทฤษฎีสนามเพื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมกลุ่ม
3. มีการกล่าวถึงความหมายของ
สื่อการสอนประเภท วัสดุ ว่าเป็น สิ่งหรือวัสดุสิ้นเปลือง
ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร
- ตอบ – สื่อการสอนที่เป็นประเภทวัสดุ
บางสิ่งก็จำเป็นต่อการใช้ในการเรียนการสอน
เพื่อให้ผู้เรียนได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้น
แต่วัสดุบางชนิดอาจไม่จำเป็นสิ่งทำให้เกิดเป็นขยะขึ้นมา
เพื่อลดปัญหาอาจมาใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนแทนสิ่งที่เป็นวัสดุมากขึ้น
หรือจำเป็นต้องใช้วัสดุจริงๆ ก็ควรใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
4. กรวยประสบการณ์ของ Edgar
Dale แบ่งสื่อการสอนโดยยึดหลักอะไร / สรุปสาระสำคัญ
- ตอบ – ยึดจากหลักการจัดลำดับการเรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม
5.
สื่อการสอนตามลักษณะภายนอกและคุณสมบัติของสื่อการสอน แบ่งได้กี่ประเภท อะไรบ้าง
- ตอบ – มี 3
ประเภท
1. สื่อที่ไม่ต้องฉาย (non
projected material)
2. สื่อที่ต้องฉาย (projected material)
3. สื่อที่เกี่ยวกับเสียง (Audio material)
6. สื่อการสอนที่แบ่งตามแนวคิดของเทคโนโลยีการศึกษามีอะไรบ้าง
จงอธิบาย
- ตอบ – 1. วัสดุ - สื่อที่ผลิตขึ้น เช่น
รูปภาพ แผนภูมิ
2. อุปกรณ์ -
เครื่องมืออุปกรณ์ สำเร็จรูป ทั้งที่สามารถใช้ได้ด้วยตนเอง เช่น
หุ่นจำลอง
และสื่อที่ต้องใช้ร่วมกับวัสดุ
เช่น วีดิทัศน์ สไลด์
3. วิธีการ -
กิจกรรม เกม ศูนย์การเรียน
ทัศนศึกษา สถานการณ์จำลอง แหล่งความรู้ชุมชน
7. วัสดุกราฟิกหมายถึงอะไร
- ตอบ – วัสดุใดๆ ซึ่งแสดงความจริง แสดงความคิดอย่างชัดเจน
โดยใช้ภาพวาด ภาพเขียน ภาพถ่าย และอักษรข้อความรวมกัน
8. ตู้อันตรทัศน์
มีลักษณะเป็นอย่างไร
- ตอบ – เป็นวัสดุสามมิติที่จาลองเหตุการณ์
สถานที่ สภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด เพื่อนามาเสนอในห้องเรียนหรือในสถานที่ต่างๆ
ตู้อันตรทัศน์จะช่วยกระตุ้น เร้าความสนใจในการเรียนการสอน
9. หลักการใช้สื่อการสอนประเภทวัสดุสามมิติต้องทำอย่างไร
- ตอบ – 1.เตรียมตัวครูและสถานที่ ทดลองใช้วัสดุสามมิติก่อนนาไปใช้จริงเตรียมการแก้ปัญหาอันอาจ
เกิดขึ้นในการใช้จริง
2.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้หรือสัมผัส ของจริงของตัวอย่างหรือหุ่นจาลองด้วยตนเอง
3.ผู้เรียนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนและทั่วถึง
4.ควรใช้ร่วมกับสื่อการเรียนการสอนชนิดอื่นๆที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น
5. การนาเสนอสื่อการสอนประเภทวัสดุสามมิติ อาจกระทาได้
10. ให้นิสิตหาภาพตัวอย่างวัสดุกราฟิก
แต่ละประเภท
- ตอบ – แผนสิถิติ
แผนภาพ
แผนภูมิ
การ์ตูน
ภาพโฆณษา
แผนที่และลูกโลก
11. วัสดุกราฟิกมีความสำคัญต่อการศึกษาอย่างไร
- ตอบ – เป็นสื่อการสอนที่สื่อถึงเรื่องราวต่าง
ๆ โดยใช้เส้น ภาพวาด ภาพถ่าย และสัญลักษณ์ ที่ใกล้เคียงความเป็นจริง แทนคาพูดซึ่งอาจ
อยู่ในรูปแบบของแผนที่ แผนภาพ ภาพโฆษณา ภาพถ่าย การ์ตูน และแผนสถิติ เป็นต้น






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น